#078 · Sales - ฝ่ายขาย

กลยุทธ์ขายห้องพักช่วงอุปสงค์ต่ำ: การใช้ Need Period, Demand Calendar และ Inventory Intelligence เพื่อสร้างรายได้อย่างมีกำไร

Need Period Sales Strategy
26 กรกฎาคม 2569
กลยุทธ์ขายห้องพักช่วงอุปสงค์ต่ำ: การใช้ Need Period, Demand Calendar และ Inventory Intelligence เพื่อสร้างรายได้อย่างมีกำไร

ทำไมฝ่ายขายโรงแรมต้องเข้าใจ Need Period มากกว่าการรอรับลูกค้า

ฝ่ายขายโรงแรมจำนวนไม่น้อยถูกฝึกให้มองเป้าหมายเป็นยอดห้องพัก จำนวนกรุ๊ป หรือมูลค่าสัญญาที่ปิดได้ในแต่ละเดือน แต่การขายที่สร้างผลลัพธ์ให้โรงแรมอย่างแท้จริงต้องมองลึกลงไปถึงวันที่ลูกค้าเข้าพักด้วย เพราะห้องพักเป็นสินค้าที่มีวันหมดอายุ หากห้องของคืนใดขายไม่ออก เมื่อเวลาผ่านพ้นเที่ยงคืนไปแล้ว โรงแรมไม่สามารถเก็บห้องนั้นไว้ขายในเดือนถัดไปได้ คุณสมบัตินี้เรียกว่า Perishable Inventory (สินค้าคงคลังที่หมดอายุได้) และเป็นเหตุผลว่าทำไมยอดขายที่ดูดีบนรายงานอาจไม่ได้ช่วยโรงแรมมากเท่าที่คิด หากยอดทั้งหมดไปกระจุกอยู่ในวันที่ขายง่ายอยู่แล้ว

Need Period (ช่วงวันที่ต้องการอุปสงค์เพิ่มเติม) คือวันที่หรือช่วงเวลาที่คาดว่าความต้องการห้องพักจะต่ำกว่าระดับเป้าหมายของโรงแรม อาจเป็นคืนวันอาทิตย์ ช่วงกลางสัปดาห์บางเดือน วันก่อนหรือหลังเทศกาล หรือช่วงที่กรุ๊ปประจำหายไป การระบุ Need Period ไม่ควรอาศัยความรู้สึกว่าเดือนนี้เงียบ แต่ต้องอ้างอิงข้อมูลการจองล่วงหน้า รูปแบบในอดีต ปฏิทินกิจกรรม ความเร็วในการรับจอง และห้องที่ยังเหลือขาย

ตัวอย่างเช่น โรงแรมแห่งหนึ่งมีงานประชุมขนาดใหญ่เข้าพักคืนวันพุธและพฤหัสบดี ฝ่ายขายอาจรู้สึกว่าดีลนี้ประสบความสำเร็จมาก แต่หากโรงแรมมีลูกค้าทั่วไปจองสองคืนนี้เต็มอยู่แล้ว กรุ๊ปดังกล่าวอาจเพียงเข้ามาแทนที่ลูกค้าที่พร้อมจ่ายราคาสูงกว่า ขณะเดียวกันคืนวันอังคารและศุกร์กลับยังว่างจำนวนมาก ฝ่ายขายที่เข้าใจ Need Period จะไม่หยุดแค่การรับกรุ๊ปสองคืน แต่จะเจรจาให้กรุ๊ปเพิ่มคืนก่อนงาน จัดกิจกรรมต่อเนื่อง หรือเสนอราคาที่จูงใจเฉพาะคืนไหล่ทางเหล่านั้น ซึ่งเรียกว่า Shoulder Night Strategy (กลยุทธ์ขายคืนก่อนและหลังช่วงหลัก)

แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่การขายให้ได้มากที่สุดทุกวัน แต่คือการนำอุปสงค์ที่เหมาะสมไปเติมในวันที่โรงแรมต้องการมากที่สุด โดยไม่ทำลายราคาของวันที่ขายดี นักขายต้องเปลี่ยนคำถามจาก “ลูกค้าต้องการห้องกี่ห้อง” เป็น “ลูกค้ามีความยืดหยุ่นเรื่องวันหรือไม่ โรงแรมควรรับวันใด และข้อเสนอแบบใดจะเพิ่มรายได้สุทธิให้ทั้งช่วงเข้าพัก” การเปลี่ยนคำถามเพียงเท่านี้ทำให้ฝ่ายขายกลายเป็นผู้บริหารอุปสงค์ ไม่ใช่เพียงผู้รับคำสั่งจอง

สร้าง Demand Calendar ให้ฝ่ายขายเห็นภาพเดียวกับฝ่ายรายได้

Two women enjoying a conversation in a luxurious hotel lounge, surrounded by elegant decor.

Demand Calendar (ปฏิทินอุปสงค์) คือเครื่องมือที่แสดงระดับความต้องการห้องพักในแต่ละวัน โดยใช้สี สัญลักษณ์ หรือคะแนนเพื่อบอกว่าวันใดมีอุปสงค์ต่ำ ปานกลาง หรือสูง ปฏิทินนี้ต่างจากปฏิทินกิจกรรมทั่วไป เพราะไม่ได้เพียงบอกว่ามีงานอะไรเกิดขึ้น แต่แปลผลต่อไปว่างานนั้นจะส่งผลต่อการเข้าพัก ราคา ระยะเวลาพัก และกลุ่มลูกค้าของโรงแรมอย่างไร

ข้อมูลพื้นฐานที่ควรนำมาสร้าง Demand Calendar ประกอบด้วย Occupancy on the Books (อัตราเข้าพักจากยอดจองที่มีอยู่), Pickup (จำนวนห้องที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง), Pace (ความเร็วในการรับจองเทียบกับช่วงอ้างอิง), จำนวนห้องที่ยังเหลือขาย อัตรายกเลิก งานอีเวนต์ในพื้นที่ วันหยุด ตารางการเดินทางของกรุ๊ปประจำ และข้อมูลการปิดปรับปรุงห้อง หากเป็นโรงแรมที่มีห้องประชุม ควรเพิ่มการใช้พื้นที่จัดงานและช่วงเวลาที่ลูกค้าใช้ห้องประชุมด้วย

ระดับอุปสงค์สัญญาณที่พบแนวทางของฝ่ายขายข้อควรระวัง
ต่ำยอดจองน้อย Pickup ช้า ห้องเหลือมากเร่งหาอุปสงค์ใหม่ เสนอความยืดหยุ่นด้านวัน เพิ่มคืนพักอย่าลดราคาโดยไม่มีเงื่อนไขหรือกลุ่มเป้าหมาย
ปานกลางยอดจองเดินตามแผน แต่ยังมีความไม่แน่นอนติดตามบัญชีที่มีโอกาส เลือกดีลตามมูลค่ารวมอย่ารับบล็อกห้องเกินจริงโดยไม่มีเส้นตาย
สูงPickup เร็ว ห้องเหลือน้อย มีงานใหญ่ในพื้นที่รักษาราคา จำกัดส่วนลด และพิจารณาวันไหล่ทางระวังขายราคาต่ำแทนที่ลูกค้าที่พร้อมจ่ายสูง
วิกฤตมีแนวโน้มเต็มหรือเกินความจุที่บริหารได้คัดกรองดีลตามกำไร เงื่อนไข และความเสี่ยงระวัง Overbooking และภาระงานปฏิบัติการ

ขั้นตอนปฏิบัติที่เหมาะสมเริ่มจากให้ Revenue Manager (ผู้จัดการรายได้) สร้างมุมมองรายวันอย่างน้อยหลายเดือนล่วงหน้า จากนั้นฝ่ายขายเติมข้อมูลที่ระบบยังมองไม่เห็น เช่น ลูกค้าองค์กรที่กำลังพิจารณาจัดประชุม โครงการที่ยังไม่ออกเอกสารอย่างเป็นทางการ หรือกรุ๊ปที่อาจเปลี่ยนเมืองได้ ทุกสัปดาห์ทีมควรทบทวนสีของแต่ละวัน พร้อมบันทึกเหตุผลว่าทำไมระดับอุปสงค์จึงเปลี่ยนไป เพื่อป้องกันการตีความจากสีเพียงอย่างเดียว

กรณีศึกษาสมมติ โรงแรมธุรกิจแห่งหนึ่งพบว่าวันจันทร์มีสีแดงแสดงอุปสงค์สูง ส่วนวันอาทิตย์เป็นสีเขียวแสดงอุปสงค์ต่ำ ทีมขายจึงติดต่อผู้จัดประชุมที่เดิมต้องการเริ่มงานเช้าวันจันทร์ โดยเสนอห้องพักคืนวันอาทิตย์พร้อมพื้นที่ต้อนรับแบบไม่เป็นทางการ ลูกค้าได้รับประโยชน์เพราะผู้เข้าร่วมไม่ต้องเดินทางเช้ามืด โรงแรมได้คืนพักเพิ่ม และการประชุมเริ่มตรงเวลามากขึ้น นี่คือการใช้ข้อมูลเพื่อออกแบบคุณค่าร่วม ไม่ใช่การลดราคาอย่างเดียว

อ่าน Booking Pace และ Pickup เพื่อแยกวันที่เงียบจริงออกจากวันที่จองช้า

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือเห็นยอดจองปัจจุบันต่ำแล้วรีบประกาศว่าวันนั้นเป็น Need Period ทั้งที่ตลาดอาจมีพฤติกรรมจองใกล้วันเข้าพักตามปกติ Booking Pace (ความเร็วในการสะสมยอดจอง) ช่วยบอกว่ายอดจองของวันเป้าหมายเดินเร็วหรือช้ากว่ารูปแบบอ้างอิง ส่วน Pickup (ยอดจองที่เพิ่มขึ้น) ช่วยบอกว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมาโรงแรมได้รับห้องเพิ่มหรือสูญเสียห้องจากการยกเลิกเท่าใด

ตัวอย่างเช่น อีกหกสัปดาห์ข้างหน้าโรงแรมมียอดจองเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนห้องทั้งหมด หากดูตัวเลขโดดๆ อาจรู้สึกน่ากังวล แต่ข้อมูลอดีตอาจแสดงว่าลูกค้าในช่วงเดียวกันมักจองภายในสองสัปดาห์สุดท้าย และปีนี้ยอดปัจจุบันสูงกว่าจุดเดียวกันของปีก่อนอยู่แล้ว กรณีนี้ไม่ควรเร่งขายราคาต่ำจนเกินไป ในทางกลับกัน หากยอดปัจจุบันเท่ากับปีก่อนแต่ปีนี้ไม่มีงานประจำที่เคยสร้าง Pickup ช่วงท้าย ความเสี่ยงย่อมสูงขึ้นและต้องเริ่มแผนขายเร็วกว่าเดิม

ฝ่ายขายสามารถอ่าน Pace แบบง่ายได้ตามลำดับต่อไปนี้

  1. เลือกวันเข้าพักเป้าหมายและกำหนดจุดตรวจ เช่น หลายสัปดาห์ก่อนเข้าพัก
  2. ดูจำนวนห้องที่มีอยู่ในปัจจุบันและจำนวนห้องที่ยังเหลือขาย
  3. เปรียบเทียบกับจุดเดียวกันของช่วงอ้างอิงที่มีลักษณะตลาดใกล้เคียง
  4. แยกยอดจองตาม Segment (ส่วนตลาด) เพื่อดูว่ากลุ่มใดหายไปหรือเติบโต
  5. ตรวจสอบการยกเลิก การลดจำนวนห้องของกรุ๊ป และห้องที่ถูกถือไว้แต่ยังไม่ยืนยัน
  6. ประเมินเหตุการณ์ในอนาคตที่ข้อมูลอดีตไม่สามารถสะท้อนได้
  7. กำหนดกิจกรรมขายที่ตอบสาเหตุของช่องว่าง ไม่ใช่ตอบเพียงตัวเลขปลายทาง

ข้อควรระวังคืออย่าเปรียบเทียบวันที่ไม่เหมือนกันเพียงเพราะอยู่ในเดือนเดียวกัน วันธรรมดากับวันหยุด สัปดาห์ที่มีงานแสดงสินค้ากับสัปดาห์ปกติ หรือช่วงก่อนเทศกาลกับหลังเทศกาลมีรูปแบบการจองต่างกัน นอกจากนี้ Pickup ที่สูงอาจเกิดจากกรุ๊ปเดียวและหายไปทันทีหากกรุ๊ปลดห้อง นักขายจึงต้องตรวจสอบ Pickup Quality (คุณภาพของยอดจองที่เพิ่มขึ้น) ว่ายืนยันจริง มีเงื่อนไขชัดเจน และมีโอกาสเข้าพักมากเพียงใด

วิเคราะห์ช่องว่างของอุปสงค์ด้วย Segment Gap และ Day of Week Pattern

เมื่อพบวันที่ยอดอ่อน ทีมขายต้องวิเคราะห์ต่อว่าอ่อนเพราะกลุ่มใด ไม่ควรส่งข้อเสนอเหมือนกันไปหาลูกค้าทั้งฐาน Segment Gap Analysis (การวิเคราะห์ช่องว่างตามส่วนตลาด) คือการเปรียบเทียบสัดส่วนและจำนวนห้องของแต่ละกลุ่มระหว่างผลปัจจุบัน เป้าหมาย และรูปแบบปกติ ตัวอย่างกลุ่มที่พบบ่อย ได้แก่ ลูกค้าองค์กรรายบุคคล กรุ๊ปประชุม ทีมงานโครงการ สายการบิน ทัวร์พักผ่อน งานสังคม และลูกค้าพักระยะยาว

สมมติว่าโรงแรมมักมีลูกค้าโครงการพักคืนวันอาทิตย์ถึงพฤหัสบดี แต่โครงการหลักสิ้นสุดลง ทำให้ยอดวันอาทิตย์ถึงอังคารลดลง หากทีมเข้าใจเพียงว่าห้องว่าง ก็อาจกระจายส่วนลดสู่ตลาดกว้าง วิธีที่เหมาะกว่าคือค้นหาบริษัทที่มีการฝึกอบรมหลายวัน ทีมติดตั้งระบบ ทีมตรวจสอบสาขา หรือผู้รับเหมาที่มีรูปแบบการพักคล้ายกับอุปสงค์ที่หายไป เพราะลูกค้าเหล่านี้ช่วยเติมหลายคืนต่อเนื่องและลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ในแต่ละวัน

Day of Week Pattern (รูปแบบตามวันในสัปดาห์) มีความสำคัญมาก โรงแรมในย่านธุรกิจอาจแข็งแรงวันอังคารถึงพฤหัสบดี แต่เบาบางคืนศุกร์และเสาร์ โรงแรมใกล้แหล่งพักผ่อนอาจมีภาพตรงกันข้าม ฝ่ายขายต้องสร้างข้อเสนอให้สอดคล้องกับธรรมชาติของวัน ตัวอย่างเช่น โรงแรมที่อ่อนคืนวันอาทิตย์อาจเน้นประชุมเช้าวันจันทร์ ส่วนโรงแรมที่อ่อนคืนวันพฤหัสบดีอาจเสนอการประชุมต่อด้วยกิจกรรมทีมในวันศุกร์

ช่องว่างที่พบกลุ่มเป้าหมายที่ควรสำรวจคำถามค้นหาความต้องการแนวทางข้อเสนอ
คืนวันอาทิตย์อ่อนผู้เข้าร่วมประชุมเช้าวันจันทร์ผู้เข้าร่วมเดินทางมาจากต่างพื้นที่หรือไม่เพิ่มคืนก่อนงานและบริการต้อนรับ
กลางสัปดาห์อ่อนทีมฝึกอบรม ทีมโครงการ กรุ๊ปศึกษาวันจัดงานยืดหยุ่นได้กี่วันให้สิทธิพิเศษเฉพาะวันอุปสงค์ต่ำ
คืนหลังงานอ่อนผู้บริหาร วิทยากร ทีมจัดงานมีภารกิจติดตามผลหลังงานหรือไม่ขยายเวลาใช้ห้องและเพิ่มคืนพัก
หลายสัปดาห์ต่อเนื่องอ่อนลูกค้าพักระยะยาวและทีมโครงการมีรอบหมุนเวียนบุคลากรอย่างไรจัดโครงสร้างราคาตามระยะพักและการใช้บริการ

ข้อควรระวังคืออย่าพยายามเติมทุกช่องว่างด้วยกรุ๊ปขนาดใหญ่ บางวันอาจต้องการเพียงกรุ๊ปเล็กหลายกรุ๊ปที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าและสร้างรายได้จากอาหารประชุมมากกว่า นักขายควรดูทั้งจำนวนห้อง รูปแบบการเข้าพัก เวลามาถึง เวลากลับ และทรัพยากรที่ใช้ หากหลายกรุ๊ปมาถึงพร้อมกัน แม้จำนวนห้องรวมยังรับได้ แต่ล็อบบี้ ลิฟต์ ห้องอาหาร หรือทีมแม่บ้านอาจรองรับไม่ทัน

สร้าง Need Period Sales Map เพื่อเลือกบัญชีลูกค้าอย่างแม่นยำ

หลังจากทราบวันที่และ Segment ที่ขาดแล้ว ขั้นต่อไปคือสร้าง Need Period Sales Map (แผนที่การขายช่วงอุปสงค์ต่ำ) ซึ่งเชื่อมสามข้อมูลเข้าด้วยกัน ได้แก่ วันที่ต้องการห้องเพิ่ม รูปแบบธุรกิจของลูกค้า และความยืดหยุ่นในการเลือกวัน เครื่องมือนี้ช่วยให้นักขายไม่ต้องโทรหาลูกค้าแบบสุ่ม และช่วยให้หัวหน้าทีมแบ่งความรับผิดชอบโดยไม่ซ้ำซ้อน

ฝ่ายขายควรเก็บข้อมูลของแต่ละบัญชีมากกว่าชื่อบริษัทและผู้ติดต่อ ข้อมูลที่มีคุณค่า ได้แก่ เดือนที่มักจัดงาน วันในสัปดาห์ที่นิยม ระยะเวลานำก่อนยืนยัน จำนวนผู้เข้าร่วม รูปแบบห้องพัก ความยืดหยุ่นด้านวัน ผู้มีอำนาจตัดสินใจ กระบวนการอนุมัติ งบประมาณรวม และเหตุผลที่เคยเลือกหรือไม่เลือกโรงแรม ข้อมูลเหล่านี้เรียกรวมได้ว่า Account Demand Profile (โปรไฟล์อุปสงค์ของบัญชีลูกค้า)

ตัวอย่างเช่น บริษัทหนึ่งจัดอบรมพนักงานใหม่ทุกไตรมาส แต่ไม่กำหนดวันตายตัว หากโรงแรมบันทึกเพียงว่าเป็นลูกค้าประชุมทั่วไป โอกาสจะถูกปะปนอยู่ในฐานข้อมูลขนาดใหญ่ แต่หากบันทึกว่าลูกค้ายืดหยุ่นได้สองสัปดาห์ ต้องการห้องประชุมหนึ่งห้อง มีผู้เข้าพักหลายคืน และมักยืนยันล่วงหน้า ทีมสามารถจับคู่บริษัทนี้กับ Need Period ที่เกิดซ้ำได้ทันที การติดต่อจึงมีเหตุผลชัดเจนและดูเหมือนการช่วยวางแผน มากกว่าการเร่งขายห้องว่าง

เช็กลิสต์สำหรับจัดลำดับบัญชีเป้าหมายควรประกอบด้วยรายการต่อไปนี้

  • ลูกค้ามีความต้องการเกิดขึ้นจริงภายในช่วงเวลาที่กำหนดหรือไม่
  • วันเดินทางหรือวันจัดงานยืดหยุ่นได้หรือไม่
  • รูปแบบการเข้าพักช่วยเติมคืนที่อ่อนโดยตรงหรือไม่
  • ลูกค้ามีประวัติยืนยันและเข้าพักตามจำนวนที่ตกลงหรือไม่
  • รายได้จากห้องพัก อาหาร ห้องประชุม และบริการอื่นมีความสมดุลหรือไม่
  • เงื่อนไขการชำระเงินและการยกเลิกมีความเสี่ยงเพียงใด
  • การให้ข้อเสนอครั้งนี้จะกระทบราคาหรือการเจรจาครั้งต่อไปหรือไม่
  • โรงแรมมีทรัพยากรปฏิบัติการเพียงพอในวันดังกล่าวหรือไม่

ข้อควรระวังคืออย่าตีความว่าบัญชีที่เคยผลิตยอดสูงต้องเป็นบัญชีอันดับแรกเสมอ บัญชีขนาดใหญ่อาจเดินทางเฉพาะวันที่โรงแรมเต็มอยู่แล้ว ขณะที่บัญชีขนาดกลางซึ่งยืดหยุ่นด้านวันอาจสร้าง Incremental Demand (อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจริง) ได้มากกว่า การจัดลำดับจึงควรใช้ความสอดคล้องกับช่องว่างของโรงแรมเป็นแกนหลัก ไม่ใช่ชื่อเสียงหรือขนาดของลูกค้าเพียงอย่างเดียว

ออกแบบข้อเสนอแบบ Value Fence โดยไม่ทำลายราคา

การแก้ Need Period ด้วยการลดราคาทันทีเป็นวิธีที่ง่ายแต่มีผลข้างเคียงสูง เพราะลูกค้าอาจนำราคาพิเศษไปเปรียบเทียบในวันที่อุปสงค์สูง หรือรอให้โรงแรมเสนอส่วนลดซ้ำในอนาคต วิธีที่มีวินัยกว่าคือใช้ Value Fence (เงื่อนไขกั้นสิทธิประโยชน์) ซึ่งกำหนดอย่างชัดเจนว่าใครได้รับข้อเสนอ เมื่อใด ภายใต้เงื่อนไขอะไร และเพราะเหตุใด

Value Fence อาจผูกกับวันเข้าพัก ระยะเวลาพัก จำนวนห้อง เวลายืนยัน เงื่อนไขการชำระเงิน หรือการซื้อบริการร่วม ตัวอย่างเช่น ให้สิทธิประโยชน์เมื่อกรุ๊ปเพิ่มคืนวันอาทิตย์ ยืนยันภายในช่วงเวลาที่กำหนด และรับประกันจำนวนห้องขั้นต่ำ ข้อเสนอนี้ไม่ได้บอกตลาดว่าราคาปกติของโรงแรมลดลง แต่สื่อว่าลูกค้าได้รับคุณค่าเพิ่มเติมเพราะช่วยสร้างรูปแบบธุรกิจที่โรงแรมต้องการ

สิทธิประโยชน์ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนลดค่าห้องมีหลายแบบ เช่น พื้นที่ลงทะเบียนก่อนเวลา ห้องเตรียมงานสำหรับผู้จัด การต้อนรับแบบกลุ่ม เครดิตสำหรับอาหารว่าง การใช้พื้นที่ประชุมเพิ่มในช่วงเวลาที่ว่าง การปรับเวลารับประทานอาหาร หรือสิทธิในการเปลี่ยนชื่อผู้เข้าพักภายในเงื่อนไขที่กำหนด นักขายควรเลือกสิ่งที่ลูกค้ามองว่ามีมูลค่าสูง แต่โรงแรมมี Marginal Cost (ต้นทุนส่วนเพิ่ม) ที่ควบคุมได้

ตัวอย่างบทสนทนา: “หากทีมสามารถเลื่อนการเดินทางมาเริ่มคืนวันอาทิตย์ โรงแรมสามารถจัดพื้นที่ต้อนรับและโต๊ะลงทะเบียนให้ก่อนวันประชุมได้ ทีมงานของคุณจะเตรียมเอกสารได้สะดวกขึ้น และผู้เข้าร่วมไม่ต้องเร่งเดินทางในเช้าวันจันทร์” ข้อความนี้ขายผลลัพธ์ด้านความพร้อมและประสบการณ์ ไม่ได้เริ่มด้วยการประกาศว่าห้องกำลังว่าง

ก่อนส่งข้อเสนอ นักขายควรตรวจสอบว่าลูกค้าเข้าใจเงื่อนไขทั้งหมดหรือไม่ ต้องระบุวันใช้สิทธิ จำนวนขั้นต่ำ วันหมดอายุของข้อเสนอ เงื่อนไขยกเลิก และรายการที่รวมไว้อย่างโปร่งใส ห้ามใช้ข้อความคลุมเครือจนลูกค้าคาดหวังว่าสิทธิพิเศษใช้ได้ทุกวัน และไม่ควรเพิ่มบริการฟรีหลายรายการโดยไม่คำนวณกำลังคน อุปกรณ์ หรือเวลาที่ต้องใช้จริง

ใช้ Shoulder Night และ Pattern of Stay เปลี่ยนดีลธรรมดาให้เติมช่องว่างได้จริง

Pattern of Stay (รูปแบบคืนเข้าพัก) หมายถึงโครงสร้างว่าลูกค้าเข้าวันใด พักต่อเนื่องกี่คืน และออกวันใด ดีลที่มีจำนวน Room Night (จำนวนห้องคูณจำนวนคืน) เท่ากันอาจให้คุณค่าต่อโรงแรมไม่เท่ากัน กรุ๊ปที่พักเฉพาะคืนอุปสงค์สูงอาจเบียดลูกค้าราคาเต็ม ขณะที่กรุ๊ปซึ่งครอบคลุมคืนอ่อนหลายคืนอาจช่วยเพิ่มรายได้ที่โรงแรมไม่น่าจะได้รับจากตลาดอื่น

เทคนิค Shoulder Night เริ่มจากค้นหาคืนก่อนและหลังวันหลักที่ยังมีห้องเหลือ จากนั้นทำความเข้าใจตารางกิจกรรมของลูกค้า หากประชุมเริ่มเช้ามาก นักขายสามารถเสนอให้ผู้เข้าร่วมเดินทางมาก่อนหนึ่งคืน หากงานจบช่วงบ่าย อาจเพิ่มกิจกรรมสรุปผล อาหารค่ำของทีม หรือเวลาทำงานส่วนตัวเพื่อสร้างเหตุผลให้พักต่ออีกคืน สิ่งสำคัญคือเหตุผลต้องตอบโจทย์ลูกค้าจริง ไม่ใช่ยืดกำหนดการเพื่อขายห้องอย่างฝืนธรรมชาติ

กรณีศึกษาสมมติ กรุ๊ปอบรมต้องการห้องพักสองคืนตั้งแต่วันอังคารถึงพฤหัสบดี แต่คืนวันพุธมีอุปสงค์สูงอยู่แล้ว ขณะที่วันจันทร์และพฤหัสบดีอ่อน ทีมขายเสนอทางเลือกให้เริ่มอบรมบ่ายวันจันทร์และจบเช้าวันพฤหัสบดี พร้อมจัดพื้นที่ทำกิจกรรมเบาๆ ในวันแรก ผลคือรูปแบบการพักกระจายเข้าสู่คืนที่โรงแรมต้องการมากขึ้น ลูกค้าได้เวลาอบรมครบโดยไม่ต้องอัดเนื้อหา และทีมปฏิบัติการบริหารการมาถึงได้ราบรื่นกว่าเดิม

ขั้นตอนการเจรจา Pattern of Stay ควรทำตามลำดับดังนี้

  1. ระบุวันหลักที่ลูกค้าจำเป็นต้องใช้จริง
  2. ถามเหตุผลของวันเริ่มและวันสิ้นสุด เพื่อแยกข้อจำกัดจริงออกจากความเคยชิน
  3. ตรวจสอบทางเลือกของการเดินทาง วิทยากร และสถานที่
  4. สร้างอย่างน้อยสองรูปแบบให้ลูกค้าเปรียบเทียบ
  5. อธิบายประโยชน์ด้านเวลา ประสบการณ์ และการดำเนินงานของแต่ละรูปแบบ
  6. กำหนดสิทธิประโยชน์เฉพาะรูปแบบที่ช่วยเติม Need Period
  7. ยืนยัน Pattern ที่เลือกไว้ในเอกสารและระบบอย่างละเอียด

ข้อควรระวังคืออย่าเสนอให้กรุ๊ปเพิ่มคืนโดยไม่ตรวจสอบความพร้อมของห้องประเภทเดียวกันตลอดการพัก หากต้องย้ายห้องกลางทาง ประสบการณ์ลูกค้าอาจเสียหาย นอกจากนี้ต้องตรวจสอบเวลาทำความสะอาด ห้องประชุม การขนส่ง อาหาร และกำลังคน เพราะการเพิ่มคืนพักอาจทำให้ภาระงานเคลื่อนไปยังวันที่บางแผนกมีพนักงานน้อย

ประเมิน Total Deal Value และ Displacement ก่อนตอบรับดีล

ฝ่ายขายไม่ควรวัดดีลจากรายได้ค่าห้องเพียงรายการเดียว Total Deal Value (มูลค่ารวมของดีล) ควรรวมรายได้ที่มีโอกาสเกิดจริงจากห้องพัก อาหารและเครื่องดื่ม ค่าเช่าพื้นที่ อุปกรณ์ บริการซักรีด การเดินทาง และบริการเสริม แล้วหักต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ส่วนลด ค่าคอมมิชชัน สิทธิพิเศษ และความเสี่ยงจากการยกเลิกหรือชำระเงินล่าช้า

ในวันที่อุปสงค์ต่ำ โรงแรมอาจยอมรับราคาที่แตกต่างจากวันอุปสงค์สูงได้ เพราะโอกาสเสียลูกค้ารายอื่นต่ำกว่า แต่เมื่อดีลครอบคลุมหลายวัน ต้องทำ Displacement Analysis (การวิเคราะห์รายได้ที่อาจถูกแทนที่) เพื่อดูว่าการรับกรุ๊ปจะปิดกั้นลูกค้ารายอื่นที่สร้างมูลค่าสูงกว่าหรือไม่ การวิเคราะห์นี้ต้องทำรายวัน เพราะคืนหนึ่งอาจว่างมาก ขณะที่อีกคืนใกล้เต็ม

องค์ประกอบคำถามที่ต้องตอบผลต่อการตัดสินใจ
รายได้ค่าห้องจำนวนห้องที่มีโอกาสใช้จริงต่อคืนเป็นเท่าใดประเมินรายได้ตาม Pattern ไม่ใช่ยอดบล็อกสูงสุด
รายได้บริการอื่นอาหาร ห้องประชุม และบริการเสริมมีการรับประกันหรือไม่แยกรายได้ที่ยืนยันจากรายได้ที่เป็นเพียงโอกาส
ต้นทุนส่วนเพิ่มสิทธิพิเศษและบริการเพิ่มเติมใช้ทรัพยากรเท่าใดป้องกันข้อเสนอที่ยอดสูงแต่กำไรต่ำ
รายได้ที่ถูกแทนที่วันใดมีโอกาสขายให้ตลาดอื่นในราคาหรือกำไรสูงกว่ากำหนดราคาหรือจำกัดจำนวนห้องในวันแรง
ความเสี่ยงลูกค้ามีประวัติลดห้อง ยกเลิก หรือจ่ายล่าช้าหรือไม่ปรับเงื่อนไข มัดจำ และเส้นตายให้เหมาะสม

ตัวอย่างเช่น กรุ๊ปหนึ่งต้องการพักสี่คืน สองคืนแรกตรงกับ Need Period แต่คืนที่สามและสี่มีแนวโน้มสูง โรงแรมไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทั้งดีล อาจเสนอจำนวนห้องมากในสองคืนแรกและลดจำนวนในคืนแรง กำหนดราคาต่างกันตามวัน หรือขอให้ลูกค้าเปลี่ยน Pattern ทั้งหมด การเจรจาเช่นนี้เรียกว่า Blended Deal Structure (โครงสร้างดีลแบบผสม) ซึ่งรักษาความน่าสนใจโดยไม่ใช้ราคาเดียวครอบทุกวัน

ข้อควรระวังคืออย่านับรายได้ที่ยังไม่มีหลักฐานเป็นรายได้แน่นอน ลูกค้าที่กล่าวว่าอาจจัดอาหารค่ำไม่ได้หมายความว่าโรงแรมควรนำมูลค่าเต็มมาชดเชยราคาห้องที่ต่ำ ควรแยก Committed Revenue (รายได้ที่ตกลงผูกพัน) ออกจาก Potential Revenue (รายได้ที่อาจเกิดขึ้น) และบันทึกสมมติฐานทุกข้อเพื่อให้ผู้อนุมัติเห็นเหตุผลเดียวกัน

บริหาร Block, Cut Off และ Attrition เพื่อป้องกันห้องถูกถือแต่ไม่เกิดรายได้

การเติม Need Period จะไม่มีความหมายหากห้องถูกบล็อกไว้แต่ไม่ถูกใช้จริง Room Block (จำนวนห้องที่กันไว้สำหรับกรุ๊ป) ต้องสอดคล้องกับหลักฐานและพฤติกรรมของลูกค้า ไม่ควรตั้งตามจำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุดโดยอัตโนมัติ ฝ่ายขายต้องถามว่าผู้เข้าร่วมพักเดี่ยวหรือพักคู่ ใครเป็นผู้จ่าย มีผู้เดินทางจากต่างพื้นที่กี่คน และลูกค้าเคยใช้ห้องจริงเทียบกับที่ขอไว้เท่าใด

Cut Off Date (วันคืนห้องที่ยังไม่ยืนยันกลับสู่คลังขาย) เป็นเครื่องมือสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อกรุ๊ปครอบคลุมทั้งวันอ่อนและวันแรง เส้นตายไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกดีล โรงแรมควรกำหนดตามระยะเวลาที่ตลาดอื่นมักจอง ความเร็วในการขาย และความน่าเชื่อถือของกรุ๊ป หากวันแรงมี Pickup เร็ว อาจต้องคืนห้องส่วนนั้นเร็วกว่า ขณะที่วันอ่อนอาจยืดหยุ่นได้มากกว่า

Attrition (เงื่อนไขความรับผิดชอบเมื่อใช้ห้องต่ำกว่าที่ตกลง) ช่วยแบ่งความเสี่ยงระหว่างโรงแรมกับลูกค้า แต่ต้องอธิบายด้วยภาษาที่ชัดเจน ไม่ควรใช้เงื่อนไขเป็นเครื่องมือข่มลูกค้า วิธีที่สร้างความร่วมมือคือกำหนดรอบตรวจสอบร่วมกัน เช่น ตรวจรายชื่อครั้งแรก ปรับบล็อกตามข้อมูลจริง และยืนยันจำนวนสุดท้ายก่อนถึง Cut Off วิธีนี้ช่วยให้ลูกค้าควบคุมภาระผูกพัน และช่วยให้โรงแรมได้ห้องกลับมาขายทันเวลา

ขั้นตอนบริหารบล็อกอย่างมีวินัยประกอบด้วย

  • ตรวจหลักฐานจำนวนผู้เข้าร่วมและประวัติการใช้ห้อง
  • สร้างบล็อกรายวันตาม Pattern of Stay ที่คาดว่าจะเกิดจริง
  • กำหนดวันส่ง Rooming List (รายชื่อผู้เข้าพัก) หลายจุดตามความจำเป็น
  • ติดตามยอดจองเทียบกับเส้นทางที่ควรเป็น
  • แจ้งลูกค้าทันทีเมื่อการใช้ห้องต่ำกว่าแผน
  • คืนห้องส่วนเกินตามเงื่อนไขโดยไม่รอจนถึงนาทีสุดท้าย
  • บันทึก Actualization (ผลใช้ห้องจริง) เพื่อปรับการเจรจาครั้งต่อไป

กรณีศึกษาสมมติ กรุ๊ปหนึ่งขอบล็อกห้องจำนวนมากในช่วงสามคืน แต่ยอดรายชื่อช่วงแรกแสดงว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่พักเพียงคืนกลาง หากทีมปล่อยบล็อกเดิมไว้ โรงแรมจะเสียโอกาสขายคืนแรกและคืนสุดท้าย ทีมจึงปรับบล็อกให้เป็นทรงตามการเข้าพักจริง พร้อมเสนอสิทธิพิเศษแก่ผู้ที่เพิ่มคืน ผลคือโรงแรมได้ห้องส่วนเกินกลับมาขาย และยังสร้าง Shoulder Night เพิ่มโดยไม่ต้องกดดันผู้จัดงาน

สร้าง Weekly Need Period Meeting ที่นำไปสู่การลงมือขาย

Need Period Strategy จะล้มเหลวหากเป็นเพียงรายงานที่ส่งทางอีเมล การประชุมประจำสัปดาห์ควรเป็น Commercial Action Meeting (การประชุมเพื่อกำหนดการลงมือเชิงพาณิชย์) ที่รวมฝ่ายขาย ฝ่ายรายได้ ฝ่ายสำรองห้องพัก ฝ่ายการตลาด และตัวแทนฝ่ายปฏิบัติการตามความจำเป็น เป้าหมายคือเลือกวันที่สำคัญ ทำความเข้าใจสาเหตุ และมอบหมายกิจกรรมที่ตรวจสอบผลได้

วาระประชุมที่ดีไม่ควรเริ่มจากการอ่านตัวเลขทุกหน้า แต่ควรเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น วันใดถูกปรับระดับอุปสงค์ Pickup ของกลุ่มใดต่ำกว่าคาด กรุ๊ปใดมีความเสี่ยงลดห้อง และกิจกรรมใดกำลังสร้างโอกาสใหม่ จากนั้นจึงเลือก Need Period ที่ต้องลงมือ ไม่ควรกำหนดเป้าหมายมากเกินจนทีมกระจายแรงและติดตามไม่ได้

หัวข้อประชุมคำถามหลักผู้รับผิดชอบข้อมูลผลลัพธ์ที่ต้องได้
สถานะอุปสงค์วันใดเปลี่ยนจากสัปดาห์ก่อนและเพราะอะไรฝ่ายรายได้รายการวันเป้าหมายที่จัดลำดับแล้ว
สถานะกรุ๊ปบล็อกใดมีความเสี่ยงและต้องติดตามเมื่อใดฝ่ายขายและสำรองห้องพักแผนติดตามพร้อมเส้นตาย
บัญชีเป้าหมายลูกค้ารายใดมีรูปแบบตรงกับช่องว่างฝ่ายขายรายชื่อบัญชีและข้อความนำเสนอ
ข้อเสนอValue Fence และสิทธิพิเศษใดได้รับอนุมัติรายได้และปฏิบัติการกรอบข้อเสนอที่ใช้ได้ทันที
การวัดผลกิจกรรมสัปดาห์ก่อนสร้าง Conversion เท่าใดหัวหน้าฝ่ายขายบทเรียนและการปรับแผน

หลังประชุมต้องมี Action Log (บันทึกงานติดตาม) ระบุวันที่เป้าหมาย บัญชีลูกค้า เจ้าของงาน วิธีติดต่อ วันครบกำหนด ผลล่าสุด และขั้นตอนถัดไป งานอย่าง “โทรหาลูกค้าเพิ่ม” กว้างเกินไป งานที่ดีควรระบุว่าใครจะติดต่อบัญชีใดด้วยข้อเสนออะไรและต้องได้รับคำตอบเมื่อใด หัวหน้าทีมจึงสามารถช่วยแก้อุปสรรคได้ตรงจุด

ข้อควรระวังคืออย่าเปลี่ยนข้อเสนอทุกสัปดาห์จนลูกค้าและทีมสับสน หาก Demand Calendar เปลี่ยน ควรบันทึกเหตุผลและแจ้งผู้เกี่ยวข้องว่าข้อเสนอเดิมยังใช้ได้กับดีลใดบ้าง การควบคุมเวอร์ชันของราคา เงื่อนไข และเอกสารเป็นเรื่องสำคัญ เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจสร้างข้อพิพาทหรือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าโรงแรมกำหนดราคาโดยไม่มีหลักการ

วัดผลด้วย KPI ที่สะท้อนอุปสงค์เพิ่มจริงและคุณภาพของดีล

การวัด Need Period Sales ไม่ควรใช้เพียงจำนวนสายโทรออกหรือจำนวนข้อเสนอที่ส่ง แม้กิจกรรมเหล่านี้ช่วยดูวินัยการทำงาน แต่ไม่บอกว่าทีมสร้างอุปสงค์ที่มีคุณภาพหรือไม่ ตัวชี้วัดหลักควรเชื่อมกิจกรรมเข้ากับผลลัพธ์รายวัน เช่น จำนวนห้องที่เพิ่มใน Need Period อัตราเปลี่ยนจากโอกาสเป็นยอดยืนยัน รูปแบบคืนพักจริง และมูลค่ารวมหลังหักต้นทุนที่เกี่ยวข้อง

Need Date Conversion (อัตราเปลี่ยนโอกาสเป็นยอดจองในวันเป้าหมาย) วัดว่างานขายที่มุ่งไปยังวันที่กำหนดเปลี่ยนเป็นยอดยืนยันมากเพียงใด ส่วน Shoulder Night Attachment (อัตราการเพิ่มคืนไหล่ทาง) วัดว่าสามารถทำให้กรุ๊ปเพิ่มคืนก่อนหรือหลังวันหลักได้มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ควรดู Block Accuracy (ความแม่นยำของบล็อกห้อง) โดยเปรียบเทียบจำนวนที่กันไว้กับจำนวนใช้จริง

KPIความหมายพฤติกรรมที่ต้องการความเสี่ยงหากใช้ผิด
Need Period Room Nightsจำนวนคืนห้องที่เกิดในวันเป้าหมายมุ่งกิจกรรมไปยังช่องว่างจริงอาจเร่งลดราคาเพื่อเพิ่มปริมาณ
Conversion Rateสัดส่วนโอกาสที่กลายเป็นยอดยืนยันคัดเลือกและติดตามโอกาสอย่างมีคุณภาพอาจหลีกเลี่ยงดีลยากเพื่อรักษาตัวเลข
Shoulder Night Attachmentสัดส่วนดีลที่เพิ่มคืนไหล่ทางเจรจารูปแบบการพักเชิงรุกอาจยืดการพักโดยไม่ตอบคุณค่าลูกค้า
Block Accuracyความใกล้เคียงระหว่างบล็อกกับใช้จริงคาดการณ์และติดตามรายชื่อให้แม่นอาจตั้งบล็อกต่ำจนเสียโอกาสลูกค้า
Total Deal Contributionมูลค่าดีลหลังพิจารณาต้นทุนสำคัญให้ความสำคัญกับคุณภาพและกำไรอาจคำนวณไม่ครบหากข้อมูลแยกหลายระบบ

กรณีศึกษาสมมติ นักขายสองคนสร้าง Room Night เท่ากัน คนแรกปิดกรุ๊ปในคืนที่โรงแรมมีแนวโน้มเต็ม ส่วนคนที่สองเปลี่ยนวันของกรุ๊ปให้เข้าพักในคืนอ่อนและเพิ่มอาหารประชุม หากดูปริมาณอย่างเดียว ผลงานทั้งคู่เท่ากัน แต่เมื่อดู Incremental Demand และ Total Deal Contribution งานของคนที่สองช่วยโรงแรมมากกว่า ระบบ KPI จึงต้องให้เครดิตกับคุณภาพของการตัดสินใจ ไม่ใช่เฉพาะยอดรวม

ข้อควรระวังคือไม่ควรใช้ KPI ตัวเดียวตัดสินพนักงาน ควรใช้ชุดตัวชี้วัดที่สมดุลระหว่างกิจกรรม ผลลัพธ์ กำไร ความแม่นยำ และความพึงพอใจของลูกค้า พร้อมทบทวนบริบทของตลาด หากเกิดเหตุการณ์ภายนอกที่กระทบการเดินทาง ทีมอาจทำงานถูกต้องแต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้า การวิเคราะห์ควรแยกสิ่งที่ทีมควบคุมได้ออกจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

สรุปและ Key Takeaways สำหรับนำไปใช้ในฝ่ายขายโรงแรม

การขายช่วงอุปสงค์ต่ำไม่ใช่การแจกส่วนลดในวันที่ห้องว่าง แต่เป็นกระบวนการบริหารอุปสงค์ตั้งแต่การอ่าน Demand Calendar การตรวจ Pace และ Pickup การค้นหา Segment Gap การเลือกบัญชีที่มีรูปแบบตรงกับช่องว่าง และการออกแบบข้อเสนอที่ทำให้ลูกค้าเห็นคุณค่า นักขายที่ทำได้ดีต้องเข้าใจข้อมูลรายวันพอๆ กับเข้าใจความต้องการของผู้ซื้อ

จุดเริ่มต้นที่นำไปใช้ได้ทันทีคือเลือก Need Period เพียงไม่กี่ช่วง สร้าง Account Demand Profile สำหรับลูกค้าที่มีความยืดหยุ่น และประชุมกับฝ่ายรายได้เพื่อกำหนด Value Fence ที่อนุมัติแล้ว จากนั้นติดต่อบัญชีเป้าหมายด้วยเหตุผลเฉพาะราย ไม่ใช้ข้อความกว้างๆ ว่าโรงแรมมีโปรโมชั่น เมื่อได้โอกาสต้องวิเคราะห์ Pattern of Stay, Total Deal Value, Displacement, Block และความเสี่ยงก่อนยืนยัน

Key Takeaways (ประเด็นสำคัญที่ต้องจดจำ)

  • ยอดขายที่มีคุณค่าต้องเข้าพักในวันที่โรงแรมต้องการ ไม่ใช่เพียงวันที่ขายง่าย
  • Need Period ต้องกำหนดจากข้อมูล Pace, Pickup, ห้องเหลือขาย และปัจจัยตลาด
  • ควรวิเคราะห์ช่องว่างเป็นรายวันและราย Segment ก่อนเลือกกิจกรรมขาย
  • บัญชีที่ยืดหยุ่นด้านวันอาจมีคุณค่ามากกว่าบัญชีใหญ่ที่เดินทางเฉพาะวันแรง
  • Value Fence ช่วยสร้างข้อเสนอที่น่าสนใจโดยไม่ทำลายโครงสร้างราคา
  • Shoulder Night Strategy เปลี่ยนคืนก่อนและหลังงานให้กลายเป็นโอกาสขาย
  • Total Deal Value ต้องรวมทั้งรายได้ ต้นทุน ความเสี่ยง และรายได้ที่อาจถูกแทนที่
  • Room Block, Cut Off และ Attrition ต้องบริหารจากพฤติกรรมการใช้จริง
  • การประชุมประจำสัปดาห์ต้องจบด้วยเจ้าของงาน เส้นตาย และผลลัพธ์ที่วัดได้
  • KPI ควรให้เครดิตกับอุปสงค์เพิ่มจริง กำไร และความแม่นยำ ไม่ใช่ปริมาณอย่างเดียว

แผนปฏิบัติในช่วงแรกควรเริ่มจากตรวจข้อมูลย้อนหลัง แยก Pattern ตามวันในสัปดาห์ ระบุวันที่อ่อน สร้างรายชื่อบัญชีที่เหมาะสม และเตรียมข้อเสนอหลายทางเลือก ช่วงถัดไปให้ติดตาม Conversion, Shoulder Night และ Block Accuracy อย่างสม่ำเสมอ เมื่อจบแต่ละรอบต้องบันทึกว่าบัญชีใดตอบสนองต่อข้อความแบบใด สิทธิประโยชน์ใดสร้างการตัดสินใจ และสมมติฐานใดไม่ถูกต้อง ฐานความรู้นี้จะทำให้การขายครั้งต่อไปเร็วและแม่นยำขึ้น

ท้ายที่สุด ฝ่ายขายโรงแรมที่แข็งแรงไม่ใช่ทีมที่รีบขายทุกห้องให้เร็วที่สุด แต่คือทีมที่รู้ว่าห้องใดควรขายให้ใคร ในวันใด ด้วยเงื่อนไขแบบใด และดีลนั้นสร้างผลดีต่อโรงแรมกับลูกค้าอย่างไร เมื่อข้อมูล การเจรจา และการปฏิบัติการเชื่อมกัน Need Period จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ทุกคนรอให้ผ่านไป แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายขายสามารถสร้างอุปสงค์ใหม่อย่างมีระบบ รักษาราคา และเพิ่มคุณภาพรายได้ในระยะยาวได้จริง

📚 หนังสือที่เกี่ยวข้องกับ ฝ่ายขาย
Wedding, Banquet & Event Sales โรงแรม: ปิดดีลงานแต่ง-งานจัดเลี้ยงให้เต็มบอลรูมSKU-00060Wedding, Banquet & Event Sales โรงแรม: ปิดดีลงานแต่ง-งานจัดเลี้ยงให้เต็มบอลรูมอ่านรายละเอียด →
📖 หนังสือแนะนำ
Director of Sales & Marketing (DOSM): คู่มือผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดโรงแรมDirector of Sales & Marketing (DOSM): คู่มือผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดโรงแรมSKU-00146Wedding, Banquet & Event Sales โรงแรม: ปิดดีลงานแต่ง-งานจัดเลี้ยงให้เต็มบอลรูมWedding, Banquet & Event Sales โรงแรม: ปิดดีลงานแต่ง-งานจัดเลี้ยงให้เต็มบอลรูมSKU-00060Hotel Sales Manager 5.0: ผู้จัดการฝ่ายขายของโรงแรมยุคใหม่ (ฉบับอัปเดตเนื้อหาครั้งที่ 2)Hotel Sales Manager 5.0: ผู้จัดการฝ่ายขายของโรงแรมยุคใหม่ (ฉบับอัปเดตเนื้อหาครั้งที่ 2)SKU-00092English for Spa ภาษาอังกฤษสำหรับงานสปาEnglish for Spa ภาษาอังกฤษสำหรับงานสปาSKU-00013English for Spa: ภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานสปาและนวดเพื่อสุขภาพ ต้อนรับ แนะนำทรีทเมนต์ และดูแลแขกต่างชาติอย่างมืออาชีพ (ฉบับอัปเดตเนื้อหาครั้งที่ 2)English for Spa: ภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานสปาและนวดเพื่อสุขภาพ ต้อนรับ แนะนำทรีทเมนต์ และดูแลแขกต่างชาติอย่างมืออาชีพ (ฉบับอัปเดตเนื้อหาครั้งที่ 2)SKU-00084Pastry & Bakery โรงแรม: คู่มือเพสตรี้และเบเกอรี่มืออาชีพPastry & Bakery โรงแรม: คู่มือเพสตรี้และเบเกอรี่มืออาชีพSKU-00130Hotel Security & Safety Manager: คู่มือปฏิบัติสำหรับผู้จัดการรักษาความปลอดภัยโรงแรมยุคใหม่ (467 หน้า)Hotel Security & Safety Manager: คู่มือปฏิบัติสำหรับผู้จัดการรักษาความปลอดภัยโรงแรมยุคใหม่ (467 หน้า)SKU-00026Hotel IT Manager 5.0: คู่มือผู้จัดการไอทีโรงแรมยุคดิจิทัล (374 หน้า)Hotel IT Manager 5.0: คู่มือผู้จัดการไอทีโรงแรมยุคดิจิทัล (374 หน้า)SKU-00029Director of Sales & Marketing (DOSM): คู่มือผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดโรงแรมDirector of Sales & Marketing (DOSM): คู่มือผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดโรงแรมSKU-00146Wedding, Banquet & Event Sales โรงแรม: ปิดดีลงานแต่ง-งานจัดเลี้ยงให้เต็มบอลรูมWedding, Banquet & Event Sales โรงแรม: ปิดดีลงานแต่ง-งานจัดเลี้ยงให้เต็มบอลรูมSKU-00060Hotel Sales Manager 5.0: ผู้จัดการฝ่ายขายของโรงแรมยุคใหม่ (ฉบับอัปเดตเนื้อหาครั้งที่ 2)Hotel Sales Manager 5.0: ผู้จัดการฝ่ายขายของโรงแรมยุคใหม่ (ฉบับอัปเดตเนื้อหาครั้งที่ 2)SKU-00092English for Spa ภาษาอังกฤษสำหรับงานสปาEnglish for Spa ภาษาอังกฤษสำหรับงานสปาSKU-00013English for Spa: ภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานสปาและนวดเพื่อสุขภาพ ต้อนรับ แนะนำทรีทเมนต์ และดูแลแขกต่างชาติอย่างมืออาชีพ (ฉบับอัปเดตเนื้อหาครั้งที่ 2)English for Spa: ภาษาอังกฤษสำหรับพนักงานสปาและนวดเพื่อสุขภาพ ต้อนรับ แนะนำทรีทเมนต์ และดูแลแขกต่างชาติอย่างมืออาชีพ (ฉบับอัปเดตเนื้อหาครั้งที่ 2)SKU-00084Pastry & Bakery โรงแรม: คู่มือเพสตรี้และเบเกอรี่มืออาชีพPastry & Bakery โรงแรม: คู่มือเพสตรี้และเบเกอรี่มืออาชีพSKU-00130Hotel Security & Safety Manager: คู่มือปฏิบัติสำหรับผู้จัดการรักษาความปลอดภัยโรงแรมยุคใหม่ (467 หน้า)Hotel Security & Safety Manager: คู่มือปฏิบัติสำหรับผู้จัดการรักษาความปลอดภัยโรงแรมยุคใหม่ (467 หน้า)SKU-00026Hotel IT Manager 5.0: คู่มือผู้จัดการไอทีโรงแรมยุคดิจิทัล (374 หน้า)Hotel IT Manager 5.0: คู่มือผู้จัดการไอทีโรงแรมยุคดิจิทัล (374 หน้า)SKU-00029

❓ คำถามที่พบบ่อย

Need Period ของโรงแรมคืออะไร และดูจากข้อมูลใดบ้าง
Need Period คือวันที่หรือช่วงเวลาที่คาดว่าความต้องการห้องพักจะต่ำกว่าเป้าหมาย โรงแรมควรระบุจากยอดจองล่วงหน้า Booking Pace, Pickup, ห้องที่เหลือขาย รูปแบบการจองในอดีต และปฏิทินกิจกรรม ไม่ควรตัดสินจากความรู้สึกว่าเดือนนั้นเงียบเพียงอย่างเดียว
Demand Calendar โรงแรมทำอย่างไร และช่วยฝ่ายขายได้อย่างไร
Demand Calendar แสดงระดับอุปสงค์รายวันด้วยสี สัญลักษณ์ หรือคะแนน โดยรวมข้อมูลอัตราเข้าพัก Pickup, Pace, ห้องเหลือขาย การยกเลิก วันหยุด และกิจกรรมในพื้นที่ เครื่องมือนี้ช่วยให้ฝ่ายขายเลือกวันที่ควรเร่งขาย รักษาราคา หรือคัดกรองดีลตามกำไรได้แม่นยำขึ้น
Booking Pace และ Pickup ต่างกันอย่างไร
Booking Pace คือความเร็วในการสะสมยอดจองของวันเข้าพักเมื่อเทียบกับช่วงอ้างอิง ส่วน Pickup คือจำนวนห้องที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในช่วงเวลาหนึ่ง ต้องดูทั้งสองข้อมูลร่วมกับ Segment การยกเลิก และคุณภาพของยอดจอง เพื่อแยกวันที่อุปสงค์ต่ำจริงออกจากวันที่ลูกค้ามักจองใกล้วันเข้าพัก
โรงแรมควรเพิ่มยอดขายห้องพักช่วงอุปสงค์ต่ำอย่างไรโดยไม่ต้องลดราคา
โรงแรมควรจับคู่ Need Period กับกลุ่มลูกค้าที่มีรูปแบบการพักและวันที่ยืดหยุ่น เช่น เสนอคืนวันอาทิตย์แก่ผู้เข้าร่วมประชุมเช้าวันจันทร์ หรือขยายคืนก่อนและหลังงาน ข้อเสนอควรเพิ่มคุณค่าเฉพาะวันที่อุปสงค์ต่ำ พร้อมรักษาราคาในวันที่ขายดีและพิจารณารายได้รวมจากห้องพัก อาหาร และพื้นที่ประชุม

อยากเรียนรู้เพิ่มเติม?

ดู E-Books และคอร์สออนไลน์สำหรับการฝึกอบรมด้านโรงแรมอย่างเจาะลึก

ดู E-Books และคอร์สออนไลน์

ติดตามเราบน Facebook

ข่าวสาร เทคนิค และโปรโมชั่นล่าสุดจาก HotelXcademy